myRSS by MyReadyWeb.com http://www.myreadyweb.com/ ข้อมูลล่าสุดของบทความ en-us ฟรี!! เว็บสำเร็จรูป สร้างเว็บ ทําเว็บ สร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ รับทําเว็บไซต์ ทำเว็บ การสร้างเว็บไซต์ http://www.myreadyweb.com/ http://www.myreadyweb.com/images/front/logo-print.jpg 240 66 ทําเว็บ สร้างเว็บ ด้วยสุดยอดระบบ เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ จะเป็นเรื่องง่ายๆ ฟรี สร้างเว็บ ทำเว็บ สร้างเว็บไซต์ ที่ MyReadyWeb.com ใครว่าดอกยางไม่สำคัญ http://streetmaxthailand.com/article/topic-57896.html <span style="font-size:16px;"><strong>ใครว่าดอกยางไม่สำคัญ</strong></span><br /> <br /> <span style="font-size:14px;"><span style="font-family:tahoma,geneva,sans-serif;">&nbsp; &nbsp; ดอกยางรถยนต์นั้น มีไว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถเมื่อถนนเปียก เพื่อให้หน้ายางนั้นสัมผัสพื้นถนน ทำให้การเดินทางนั้นสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยและไม่ลื่นจนออกถนน นอกจากนี้ยางยังทำหน้าที่กระจายน้ำหนักให้รถยนต์ โดยหน้ายางจะทำหน้าที่กระจายแรงทั้งหมดไปยังทิศทางต่างๆ สู่ผิวถนน ยางรถยนต์ทุกชนิดจะมีดอกยาง ยกเว้นยางรถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันทางเรียบและความเร็วสูง ที่พื้นถนนต้องแห้ง ซึ่งยางประเภทนี้เรียกว่า สลิ้ก (Slick)<br /> <br /> &bull; ดอกยาง คือส่วนบริเวณบนหน้ายาง และมีหน้าสัมผัสถนนตลอดเวลาที่รถวิ่ง<br /> <br /> &bull; ร่องยาง คือร่องที่ลึกลงไปจากหน้ายาง หรือร่องที่อยู่ระหว่างยาง<br /> ร่องยางที่ตื้น (ดอกยางหมด) หรือที่เรียกกันว่า ดอกยางโล้น จะทำให้ยางนั้นรีดน้ำได้น้อยลงและลื่นเมื่อเจอสภาพถนนที่เปียกหรือฝนตก เพราะร่องยางนั้นมีไว้เพื่อรีดน้ำ แต่เมื่อวิ่งในถนนที่แห้งและแดดจัด จะวิ่งได้ดีกว่า เพราะยางมีหน้าสัมผัสพื้นถนนมากกว่า ดอกยางที่ดีควรมีความลึกไม่น้อยกว่า 3 มม. ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย ส่วนอายุของยางไม่ควรเกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากครบหรือเกิน ควรรีบเปลี่ยนทันทีเพื่อความปลอดภัย<br /> <br /> ประเภทของดอกยาง มีการแบ่งออกเป็น 4 ประเภท<br /> <br /> ดอกยางละเอียด (rib pattern)<br /> <br /> มีดอกยางและร่องยาง เป็นแนวแถวเส้นรอบวงของยาง และมีรูแบบเรียงตัวของร่องยาง ตามการออกแบบของบริษัทผู้ผลิต โดยทั่วไปแล้ว เน้นให้ยางใช้งานได้ดีในสภาพถนนเรียบ<br /> <br /> ดอกบั้ง (lug pattern)<br /> <br /> ดอกยางและร่องยางเป็นแนวขวาง กับเส้นรอบวงของยาง ซึ่งการออกแบบยางเช่นนี้ ต้องการประสิทธ์ภาพในการตะกุย อีกทั้งร่องยางมีความลึก ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะสำหรับใช้งานบนถนนที่ขรุขระ และทางเรียบในความเร็วต่ำ และปานกลาง<br /> <br /> ดอกแบบผสม (rib lug pattern)<br /> <br /> เป็นการผสมจุดเด่นของยางทั้งสองแบบ ดอกละเอียดจะอยู่ตรงกลาง โดยมีดอกบั้งอยู่รอบนอกทั้งสองด้าน<br /> <br /> ดอกแบบบล็อก (block pattern)<br /> <br /> ดอกยางประเภทนี้ มีลักษณะเป็นจุด หรือก้อน อาจมีรูปทรงแบบวงกลม หรือเหลี่ยมก็ได้ ให้แรงตะกุยสูง เหมาะสำหรับใช้งานแบบออฟโรดทั้งลุยโคลนและทราย<br /> <br /> นอกจากนี้ดอกยางรถยนต์ยังแบ่งตามลักษณะของดอกยางได้อีก 3 ลักษณะคือ<br /> <br /> 1. ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional) 'นุ่ม เงียบ นิ่ง&rdquo;<br /> ดอกยางลักษณะนี้ จะค่อนข้างเป็นดอกละเอียด มีดอกยางสวนทางกัน จึงไม่เน้นในเรื่องของความเร็วสูงมากนัก สามารถทำการสลับยางได้ทุกตำแหน่ง แนะนำให้สลับทุก 10,000 กิโลเมตร จุดเด่นของยางลักษณะนี้ จะเน้นความนุ่มสบาย (Comfort) สไตล์ผู้บริหารเป็นหลัก มีเสียงค่อนข้างเงียบสุดเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ขอแนะนำว่า ดอกยางประเภทนี้ อาจไม่เหมาะกับนักขับที่เท้าหนักกว่าสมองสักเท่าไหร่ เพราะสไตล์นุ่มนิ่มของยางก็มักมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย<br /> <br /> 2. ดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional) &ldquo;ซิ่ง วิ่ง หนึบ&rdquo;<br /> ดอกยางจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยางแบบนี้ มักมีลูกศรเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยางมาด้วย เพื่อประโยชน์เมื่อต้องสลับยาง จำเป็นต้องดูทิศทางของลูกศรให้ถูกต้อง เพราะจะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพ และอายุของยางประเภทนี้ ลวดลายของดอกยาง ค่อนข้างมีแนวโน้มไปทางแนวสปอร์ต ดอกยางประเภทนี้ จะมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนถนน และรีดน้ำได้ดีมากกว่ารูปแบบแรก เพื่อควบคุมการขับขี่ได้อย่างมั่นคงและสามารถใช้ความเร็วสูงได้ดีจุดเด่นของยางลักษณะนี้คือ ประสิทธิภาพในการรีดน้ำ และรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม จึงเหมาะด้วยประการทั้งปวง กับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบการกระแทกคันเร่งเป็นชีวิตจิตใจ และหลงใหลในความเร็ว<br /> <br /> 3. ดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน (Asymmetric) 'โค้ง เหนียว หนึบ&rdquo;<br /> ลายดอกยางด้านในและด้านนอกจะมีความต่างกัน ซึ่งเกิดจากการออกแบบให้หน้ายางด้านในเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ทางตรง และความเร็วสูง ขณะที่หน้ายางด้านนอกจะทำหน้าที่ยึดเกาะบนทางโค้งได้ดี ยางประเภทนี้ จึงเหมาะสำหรับเมืองที่มีถนนโค้งคดเคี้ยวมากๆ หรือ เหมาะสำหรับในรถยนต์บางยี่ห้อที่ออกแบบให้การขับขี่ มีการเข้าโค้งในความเร็วสูง แต่สำหรับบ้านเราก็อาจมีไม่มากนักจุดเด่นของยางประเภทนี้คือ ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะ และรักษาสมดุลของรถในขณะโยนตัวและเมื่อเข้าโค้งได้ดี ก็จะสามารถลดและป้องกันอาการดื้อโค้ง หรือหลุดโค้ง อันเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของการสูญเสียในการเดินทางผ่านถนนอันคดเคี้ยว<br /> <br /> เมื่อเข้าใจลักษณะดอกยางรถยนต์แล้ว คุณก็สามารถเลือกดอกยางให้ตรงกับการใช้งาน และควรหมั่นตรวจสอบดอกยางรถยนต์ของคุณให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา เพื่อความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุ<br /> <br /> <br /> Credit: www.deestone.com, www.thairat.co.th<br /> รูปภาพ: www.deestone.com</span></span><br /> Tue, 21 Jul 2015 12:18:00 +0700 ไขข้อข้องใจ! ยางรถยนต์ 2 ปี 5 หมื่นกิโล ต้องเปลี่ยนเลยหรือไม่ http://streetmaxthailand.com/article/topic-57895.html <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าวทำให้ หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของเราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักอย่างน้อย 50 เท่า ทั้งนี้หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าว ทำให้หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป การที่เราใช้อายุ-ระยะทาง มาบอกว่ายางเสื่อมสภาพนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เสื่อมสภาพนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้วิ่ง สภาพอากาศ ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ ฯลฯ</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">สภาพดอกยาง เราสามารถใช้งานได้ จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จากจุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้าน เมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">ลักษณะยาง ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจระเบิดได้</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">บาดแผลบนยาง ถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">สภาพเนื้อยาง เนื้อแข็ง และกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า ถ้าใกล้หมดสภาพแล้วมักแทบจิกไม่ลง<br /> <br /> นอกเหนือจากการเลือกใช้ขนาดยาง, ประเภทของยาง, ชนิดโครงสร้างยางและดอกยาง ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานแล้ว สิ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ทนทานยาวนาน ก็คือการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">แรงดันลมยาง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกได้ โดยปกติความดันลมยางนี้ จะมีการซึมออกจากตัวยางได้ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจเช็คความดันลมยางอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ (ขณะยางเย็น) เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงและประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ของยาง สำหรับกรณีเพิ่งเปลี่ยนยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คในช่วงการใช้งาน 3,000 กม.แรก เนื่องจากโครงยางมีการขยายตัวในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ความดันลมยางลดลง</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">เมื่อยางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการใช้งาน จะมีผลทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นกว่าปกติและจะค่อยๆ ลดลงกลับสู่สภาวะปกติหลังหยุดการใช้งาน ดังนั้นไม่ควรปล่อยลมออกขณะยางร้อน สำหรับการใช้งานเดินทางไกลๆ หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่เป็นประจำ ควรเพิ่มความดันลมยางอีก 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว เพื่อช่วยให้โครงยางแข็งแรงมีการบิดตัวน้อยลง เพิ่มการทรงตัวขณะขับขี่ได้ดี และเมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ควรเปลี่ยนวาล์วเติมลมด้วยทุกครั้ง</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">การบรรทุก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลอย่างมากต่ออายุของยางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมยาง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเติมลมยางสูงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลง</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">การใช้ความเร็ว ในกรณีของยางใหม่ให้วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. เป็นระยะทางอย่างน้อย 200 กม.เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของยางก่อนการใช้งานในสภาวะทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด และอย่าใช้ความเร็วสูงบนสภาพถนนขรุขระ เพราะจะทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ง่าย</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">การปะซ่อม ถึงแม้เราจะมีความระมัดระวังในการขับขี่สักเพียงใด แต่บางครั้งการถูกสิ่งมีคมบาดตำยางก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณาถึงการปะซ่อมยางดังนี้</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">บาดแผลบริเวณหน้ายาง เช่น รูตะปู สามารถปะซ่อมได้ไม่เกิน 2 แผล ระยะห่างของบาดแผลไม่น้อยกว่า 40 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางบาดแผลไม่เกิน 6 มม.</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">บาดแผลบริเวณไหล่ยาง, แก้มยางและขอบยาง ไม่แนะนำให้ทำการปะซ่อม เนื่องจากความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการยึดเหนี่ยวกับวัสดุปะซ่อม<br /> <br /> ศูนย์ล้อของรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งความสำคัญต่อการบำรุงรักษายางรถยนต์ เพราะสภาพศูนย์ล้อของรถยนต์ที่ถูกต้อง จะทำให้ยางมีการสึกหรอเรียบสม่ำเสมอ มีอายุการใช้งานยาวนาน ขับขี่สะดวกสบายและให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนดี โดยปกติการตรวจสอบศูนย์ล้อ ควรทำทุกๆ 6 เดือน หรือทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ หรือทุกครั้งที่มีการซ่อมแซมระบบช่วงล่าง</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">การสลับตำแหน่งยาง ลดการซ่อมบำรุงยืดอายุการใช้งาน ยางเมื่อผ่านการใช้งานมานาน มักจะเริ่มมีการสึกหรอไม่เรียบเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลง รวมทั้งเกิดปัญหาเสียงยางดังขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกหรอผิดปกติได้ง่ายที่สุด ดังนั้นเพื่อช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น หลังจากคุณเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อถึงระยะทาง 5,000 กม.แรก คุณควรจะสลับยาง และในครั้งต่อไปให้สลับยางทุกๆ 10,000 กม. และควรทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่มีการสลับยาง</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">การทำความสะอาดยาง เป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับยาง เนื่องมาจากการขับขี่ซึ่งสิ่งสกปรกเหล่านั้น อาจเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติเนื้อยางในระยะยาว ดังนั้นการทำสะอาดบ่อยๆหรือทุกครั้งที่มีความสกปรกเกิดขึ้น ก็จะช่วยปกป้องสภาพยางให้สมบูรณ์ยาวนาน สำหรับอุปกรณ์ในการทำความสะอาดในเบื้องต้น เช่น น้ำสะอาด, ผงซักฟอก เป็นต้น หลังจากนั้นให้ทาเคลือบด้วยสารซิลิโคน ช่วยปกป้องและเพิ่มความเงางามให้กับผิวยางรถยนต์</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">หากปฏิบัติได้ตามข้อแนะนำข้างต้นรับรองว่ายางรถยนต์ของท่านจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 2 ปี หรือ 50,000 กม.แน่นอน<br /> <br /> คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">โดย 'ช่างเอก'</span><br style="color: rgb(85, 85, 85); font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; line-height: 23px; background-color: rgb(255, 255, 255);" /> <br /> <span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; font-family: Bitter, Helvetica, arial, sans-serif; font-size: 14px; font-stretch: inherit; line-height: 23px; vertical-align: baseline; color: rgb(76, 17, 48); background-color: rgb(255, 255, 255);">ขอบคุณข้อมูลจาก....สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด</span> Tue, 21 Jul 2015 12:15:00 +0700 5 วิธี ช่วยยืดอายุยางรถยนต์ http://streetmaxthailand.com/article/topic-51562.html <span style="font-size:18px;"><span style="font-weight: bold; "><span style="background-color:#66ccff;">นิสัยการขับรถ</span></span></span><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "> นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการ คุณควรเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถและหยุดรถอย่างรุนแรง, การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง, การขับรถปีนขอบถนน, ขับเบียดฟุตบาท, การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง ถ้าคุณเป็นอย่างทีว่ามาเผลอแป๊ปเดียวยางคุณดอกโกรนแน่ ๆ</span><br /> <br /> <span style="font-size:16px;"><span style="font-weight: bold; "><span style="background-color:#66ccff;">ใช้งานยางรถยนต์ให้ถูกประเภท</span></span></span><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; ">ควรเลือกยางรถยนต์ให้คำนึงถึง จุดประสงค์ในการวิ่งเช่น วิ่งในเมือง-ทางเรียบ, ชอบออกต่างจังหวัด-ทางขรุขระ, วิ่งแถวภาคใต้ฝนตกบ่อย ก็เลือกยางที่เหมาะกับสภาพที่ต้องเจอแล้วอายุของยางก็จะมีมากขึ้นแน่นอน แถมปลอดภัยอีกด้วย</span><br /> <br /> <span style="font-size:16px;"><span style="font-weight: bold; "><span style="background-color:#66ccff;">ตรวจสอบความดันลมยางทุกๆ เดือน</span></span></span><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความดันลมยางที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมรถยนต์ และช่วยไม่ให้ยางสึกก่อนเวลาอันควร รวมทั้งช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างภายในของยางอีกด้วย <p style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">โดยปกติแล้ว ความดันลมยางจะลดลงประมาณ 2 ถึง 3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน เนื่องจากการซึมของลมออกมาจากชิ้นส่วนต่างๆ ของยางตามธรรมชาติ หรือแม้แต่การที่อุณหภูมิในบรรยากาศลดลง ดังนั้น การตรวจสอบลมยางทุกๆ เดือนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; ความดันลมยางอ่อน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียหายของยาง</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; ความดันลมยางที่สูงกว่าคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ 20% จะลดอายุการใช้งานของยางลงถึง 10,000 กม.</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; ความดันลมยางที่ถูกต้อง จะช่วยในการประหยัดน้ำมัน&nbsp;</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">คุณสามารถตรวจสอบความดันลมยางที่เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์ได้จาก</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; คู่มือประจำรถจากผู้ผลิตรถยนต์</span></p> <br /> <span style="font-size:16px;"><span style="font-weight: bold; "><span style="background-color:#66ccff;">ถ่วงล้อเพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้น</span></span></span><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;คุณจะต้องหมั่นตรวจสอบความลึกของร่องดอกยางอย่างสม่ำเสมอ และต้องเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางสึกถึงเกณฑ์แล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายางจะให้ประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์และการเกาะถนนสูงสุด <p style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">เพราะเหตุดังกล่าวข้างต้น ระดับความลึกของร่องดอกยางมีผลต่อความปลอดภัยของคุณเพราะ</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; ร่องดอกยางจะช่วยรีดน้ำที่อยู่ภายใต้ยาง และช่วยรักษาความสามารถในการควบคุมรถยนต์</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; ยิ่งร่องดอกยางมีความลึกเหลือมากเท่าไหร่ ยางก็จะยิ่งสามารถรีดน้ำออกได้มากเท่านั้น และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเหินน้ำด้วย</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; การใช้ความดันลมยางที่เหมาะสมและการดูแลรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ยางมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดและใช้งานได้นาน</span><br /> <span style="font-size: 14px; ">&bull; การยึดเกาะถนนของดอกยางมีผลต่อระยะเบรกที่ต้องใช้ในการหยุดรถ</span></p> <br /> <span style="font-size:16px;"><span style="font-weight: bold; "><span style="background-color:#66ccff;">หน้าสัมผัสเล็กๆ ของยาง กับหน้าที่อันยิ่งใหญ่</span></span></span><br /> &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "> แม้ว่าพื้นผิวของยางที่สัมผัสกับพื้นถนนจะมีขนาดเพียงฝ่ามือเท่านั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าความปลอดภัย ความนุ่มสบายในการขับขี่ และสมรรถนะในการประหยัดน้ำมันขึ้นอยู่กับหน้าสัมผัสเล็กๆ นี้</span><br /> <span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">ยางจึงมีความสำคัญต่อการขับขี่รถยนต์เป็นอย่างมาก เนื่องจาก</span></span><br /> <span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">&bull; ยางเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมระหว่างรถยนต์กับถนน</span></span><br /> <span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">&bull; ยางทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของรถยนต์ ซึ่งรถยนต์โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักมากกว่ายางถึง 50 เท่า</span></span><br /> <span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">&bull; ยางเป็นปัจจัยที่เพิ่มการตอบสนองในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับควบคุมรถยนต์ การเร่งเครื่อง และการหยุดรถ</span></span><br /> <span style="color: rgb(128, 128, 149); font-size: 14px; "><span style="font-size: 14px; ">&bull; ยางทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกจากสิ่งกีดขวางต่างๆ บนพื้นถนน</span></span><br /> &nbsp; Tue, 21 Jul 2015 12:13:00 +0700